ปริญญา จันทร์หุณีย์ จากครูเทคนิค....สู่นักพัฒนาอุปกรณ์ช่วยทางการแพทย์

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ

คุณปริญญา จันทร์หุณีย์ วิศวกรอาวุโส ทีมวิจัยชีวกลศาสตร์ กลุ่มวิจัยวัสดุและอุปกรณ์เฉพาะทางชีวภาพ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) มีความรู้และความเชี่ยวชาญในการเขียนแบบ ออกแบบ และการใช้ซอฟต์แวร์ (Software) ต่างๆ ในการเขียนและออกแบบ และสามารถนำความรู้มาต่อยอดในการคิดค้นและพัฒนาผลงานเด่นสำหรับใช้เป็นอุปกรณ์ช่วยทางการแพทย์หลากหลายผลงาน ก่อให้เกิดประโยชน์ในทางการแพทย์และช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการจัดซื้ออุปกรณ์เหล่านี้จากต่างประเทศในราคาแพง

จุดเริ่มต้นของการศึกษาด้านการออกแบบ

คุณปริญญาเล่าว่า “ผมจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สาขาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งเป็นคณะและสาขาที่ปั้นนักศึกษาให้มาเป็นครูเทคนิคนั่นเอง”

“ในเทอมสุดท้ายก่อนจบการศึกษาได้เลือกเรียนวิชาการออกแบบ 3 มิติ เป็นวิชาเลือกเสรี ถือเป็นโชคชะตาก็ว่าได้ เพราะเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครเลือกเรียนเลย ซึ่งจริงๆ แล้วชอบเรียนวิชาเขียนแบบ ออกแบบมาตั้งแต่สมัยเรียน ปวช. แล้ว โดยเรียนจบ ปวช. ในสาขาช่างยนต์ที่นครศรีธรรมราช”

“การมีความชอบส่วนตัวเป็นพื้นฐานทำให้การเรียนราบรื่นไม่มีอุปสรรคเลย หลังจบการศึกษาระดับปริญญาตรีก็ได้มีประสบการณ์ไปเป็นครูสอนความรู้ด้านช่างให้กับนักศึกษาสาขาช่างกล ที่วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี”

ประสบการณ์การทำงานในภาคเอกชน

หลังจากเป็นครูได้สักพัก คุณปริญญาก็ลาออกไปทำงานกับบริษัทขายซอฟต์แวร์ออกแบบสำหรับงานด้านวิศวกรรม (Solidworks) ในแผนก application engineering โดยมีหน้าที่สาธิตและแนะนำการใช้งานซอฟต์แวร์ รวมถึงรับทราบและแก้ไขปัญหาของลูกค้า เช่น บริษัทผลิตล้อแม็ก

คุณปริญญาเล่าประสบการณ์ว่า

“ถ้าพบปัญหาล้อพังก็จะแก้ปัญหาโดยเอาโมลเก่าไปเซาะร่องให้ใหญ่ขึ้นเพื่อให้แข็งแรงขึ้น ถือว่าแก้ปัญหาได้ทันที แต่ถ้าไปดูล้อแม็กของต่างประเทศจะพบว่ามีก้านรูปทรงเพียวบาง ก็จะพยายามชี้แจงและอธิบายว่าสิ่งเหล่านี้สามารถใช้ซอฟต์แวร์มาช่วยในการออกแบบและพยากรณ์ว่ารูปทรงแบบนี้สามารถรับแรงได้และดูสวยงามด้วย”

“การทำงานตรงนี้ทำให้ได้เรียนรู้ทักษะการเจรจาต่อรองกับลูกค้าและเทคนิคการขายที่ทำให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจของบริษัทลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าซอฟต์แวร์ในราคาเกือบล้านใด้ โดยการทำงานทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายจะทำหน้าที่นำเสนอสินค้าและเมื่อลูกค้าให้ความสนใจ ก็จะเป็นหน้าที่ของเราที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมและตอบคำถามในด้านการใช้งานซอพต์แวร์ ทำให้สามารถปิดการขายได้” คุณปริญญากล่าวเสริม

ก้าวแรกของการทำงานวิจัยที่เอ็มเทค

เมื่อถามว่าเหตุใดจึงมาทำงานที่เอ็มเทค คุณปริญญาอธิบายว่า “ผมรู้จักเอ็มเทคจากการแนะนำของรุ่นพี่ที่พระจอมเกล้าพระนครเหนือ เนื่องจากเห็นว่าตนเองชอบทำงานวิจัยและให้ความรู้กับลูกค้าจึงคิดว่าน่าจะไปทำงานวิจัย จึงได้เข้ามาสมัครงานกับเอ็มเทคและผ่านการสัมภาษณ์งานกับ ดร. ดนุ พรหมมินทร์”

ในวันสัมภาษณ์ดร. ดนุ ได้ถามว่ารู้จักเกี่ยวกับเรื่องแผลกดทับและเปลตักหรือไม่ ซึ่งโชคดีที่คุณปริญญารู้จักและเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้มาจากคุณพ่อเนื่องจากคุณพ่อทำงานเป็นเวรเปลที่โรงพยาบาลมานานเกือบ 30 ปีจนได้เป็นหัวหน้าแผนก ทำให้สามารถตอบคำถามได้ดีและผ่านการสัมภาษณ์ได้เข้ามาทำงานเป็นวิศวกรคนแรกของ ดร. ดนุ และเป็นช่วงของการเริ่มต้นสร้างทีมงานไปพร้อมๆ กัน นับถึงปัจจุบันก็ทำงานที่เอ็มเทคมาเป็นเวลา 15 ปีแล้ว

คุณปริญญากล่าวเพิ่มเติมว่า “คุณพ่ออยากให้ทำงานราชการ คุณพ่อจึงดีใจมากที่มาทำงานที่เอ็มเทค และตนเองเป็นคนชอบทำงานอะไรที่แปลกใหม่ ท้าทายความสามารถ การออกแบบ 3 มิติสามารถเข้าถึงมิติที่ไม่สามารถวาดภาพด้วยกระดาษ ทำให้สามารถจินตนาการได้ล่วงหน้าและสร้างให้เป็นจริงได้ด้วยทักษะที่มีบวกกับหลักวิชาการที่ ดร. ดนุค่อยๆ แนะนำและสอดแทรกเข้ามา จึงทำให้การทำงานมีความสนุก”

“ดร. ดนุ มักบอกเสมอว่าเราจะต้องทำสิ่งที่ใหม่กว่า ต้องไม่เหมือนใคร ก็เลยเป็นที่มาของผลงานที่ผม และ ดร. ดนุ พัฒนาขึ้นมาสามารถจดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรได้จำนวนมาก” คุณปริญญากล่าวถึงหลักการที่ได้เรียนรู้

ผลงานวิจัยที่สร้างความภาคภูมิใจ

คุณปริญญามีผลงานวิจัยที่สำคัญหลายชิ้น และเล่าว่า “ผลงานวิจัยที่สร้างความภาคภูมิใจอันแรกเลยคือ DIY Spacer หรืออุปกรณ์พ่นยาที่สามารถประดิษฐ์ได้ด้วยตนเอง สำหรับใช้ในผู้ป่วยโรคหอบหืด ซึ่งคุณหมอได้แจ้งให้ทราบถึงปัญหาว่าอุปกรณ์ที่มีขายและใช้อยู่ในขณะนั้นเป็นของต่างประเทศและมีราคาแพง คนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้”

เขาจึงได้ศึกษาข้อมูลและกลไกอุปกรณ์ของต่างประเทศ ใช้เวลาเพียง 3 วัน ก็สามารถสร้างต้นแบบออกมาได้ หลังจากปรึกษากับดร. ดนุ และทดสอบเบื้องต้นจนเห็นทิศทางความเป็นไปได้แล้วจึงนำไปเสนอให้คุณหมอพิจารณา ในขณะเดียวกันก็สืบค้นข้อมูลการจดลิขสิทธิ์ต่างๆ และได้ยื่นขอจดอนุสิทธิบัตรผลงานนี้ไว้ 

“ผลงาน DIY Spacer นี้ได้สร้างชื่อเสียง ได้รับรางวัลและโด่งดังไปถึงต่างประเทศ สร้างผลกระทบสูง ทั้งยังสามารถนำมาใช้รักษาอาการป่วยของลูกสาวตนเองได้ด้วย ทำให้เกิดความภาคภูมิใจและมองว่าตนเองมีคุณค่าที่สามารถนำความรู้ที่เรียนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ นอกจากนี้คนในครอบครัวก็ภูมิใจและยินดีกับการทำงานนี้ด้วย”

ส่วนผลงานที่สร้างความภาคภูมิใจอีกชิ้นคือ Beach Chair หรืออุปกรณ์จัดท่าผ่าตัดหัวไหล่และแขนในท่าบีชแชร์ ซี่งเป็นอุปกรณ์ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศในราคาแพง และในการใช้งานอุปกรณ์แบบเดิมจำเป็นต้องใช้บุคลากรทางการแพทย์ราว 6 คน ในการพยุงตัวผู้ป่วย 

 “แต่อุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้จะช่วยผ่อนแรง ลดจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ลงเหลือเพียงแค่ 2 คน คือแพทย์และผู้ช่วยผ่าตัดเท่านั้น คุณหมอได้นำ Beach Chair นี้ไปใช้งานเป็นเวลาหลายปี มีเคสผ่าตัดมากกว่า 5,000 เคส และคนไข้ที่ได้รับการผ่าตัดด้วย Beach Chair ก็มีอัตราการกลับมารักษาหรือผ่าตัดซ้ำน้อยมาก ทุกคนได้รับประโยชน์และมีความสุข นอกจากนี้การใช้อุปกรณ์นี้สามารถช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศในราคาแพงอีกด้วย” คุณปริญญากล่าวถึงจุดเด่นและความสำเร็จของผลงานชิ้นนี้

สำหรับคำถามที่ว่าทำไมจึงใช้คำว่า Beach Chair คำตอบก็คือ “เพราะว่าลักษณะการนั่งผ่าตัดจะเหมือนกับนั่งเตียงชายหาดประมาณนั้นเลยครับ โดยคุณหมอสามารถปรับระดับและเลือกมุมต่างๆ ได้ตามต้องการ”

คุณปริญญาเล่าว่าคุณพ่อของเขามีปัญหาไหล่ติด ยกแขนได้ไม่ตรง เมื่อไปหาคุณหมอ คุณหมอบอกว่าคุณพ่อจะได้ขึ้นเตียงผ่าตัดที่ผมเป็นคนออกแบบแน่นอน ซึ่งคุณพ่อกลัวการผ่าตัด คุณหมอจึงบอกว่าถ้าไม่อยากผ่าตัดก็ต้องออกกำลังกาย คุณพ่อจึงออกกำลังกายตามที่คุณหมอแนะนำ และปัจจุบันก็หายขาดจากอาการไหล่ติดแล้ว 

จุดเด่นของทีมวิจัยชีวกลศาสตร์

จุดเด่นของทีมเราข้อแรกคือการมี connection กับแพทย์ และกลุ่มของแพทย์ท่านหนึ่งก็มี connection กับกลุ่มของแพทย์อีกกลุ่มหนึ่ง ทำให้ทีมวิจัยสามารถเข้าถึงบุคลาการทางการแพทย์และรับทราบข้อมูลระดับภายในได้ เนื่องจากมีประสบการณ์การทำงานร่วมกันมานานและทีมแพทย์เองก็รู้ว่าเรามีความสามารถแค่ไหนอย่างไร

“หรือจะพูดให้ชัดก็คือเราสามารถสร้างกลไกหรือต้นแบบเพื่อแก้ปัญหาให้คนไข้ของคุณหมอได้ ดังนั้นจุดเด่นของเราก็คือเมื่อคุณหมอเล่าปัญหาให้ฟัง ผมและดร. ดนุ ก็จะใช้เวลาไม่นานที่จะสร้างบางสิ่งบางอย่างออกมาเพื่อเสนอให้คุณหมอพิจารณาเพื่อแก้ปัญหาปัญหานั้นได้” คุณปริญญากล่าวเสริม

อีกกรณีหนี่งก็คือ เมื่อแพทย์ต้องการอุปกรณ์ที่ใช้กรองลมสำหรับการรักษาคนไข้ปวดหัวเข่า ซึ่งในการรักษานั้นคุณหมอจะดูดอากาศบริเวณใกล้ๆ ตัวใส่ในไซริงค์แล้วฉีดเข้าไปในข้อเข่าเพื่อให้เข่าบวมแล้วดูว่าเข่าหลวมหรือไม่ อากาศที่คุณหมอดูดเข้าไปนั้นไม่แน่ใจว่าสะอาดหรือไม่

คุณปริญญาเล่าว่า “ผมนึกถึงรถยนต์ BMW เลยครับ ซึ่งจะมีกระเปาะตัวหนึ่งโดยข้างในจะมีแผ่นไดอะแฟรมที่เป็นตัวกรองอากาศ และพอมาศึกษาพบว่าทางการแพทย์จะใช้ HEPA filter ก็เลยลองเขียนแบบแล้วนำไปเสนอให้คุณหมอพิจารณาและทำให้ลองใช้ดู ก็สามารถช่วยคุณหมอแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว สรุปแล้วจุดเด่นของทีมงานผมคือการมีแนวคิดในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และสามารถพัฒนาต่อยอดให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นกว่าเดิมครับ”

งานวิจัย “โมโนฟิลาเมนต์”

โมโนฟิลาเมนต์ (monofilament) เป็นอุปกรณ์ตรวจประเมินความรู้สึกที่เท้าของผู้ป่วยเบาหวาน โดยได้รับการติดต่อจากคุณหมอบูรพา โรงพยาบาลศิริราช คุณหมอต้องการเส้นเอ็นต้นทุนต่ำ ผลิตจากไนลอน ความยาว 4-5 เซนติเมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับเอ็นตกปลา

คุณสมบัติที่ต้องการคือเมื่อนำมาเส้นเอ็นมาทำให้ตรงและแห้งไม่มีความชื้น แล้วกดลงบนฝ่ามือหรือฝ่าเท้าแล้วเส้นเอ็นจะงอเป็นรูปตัวเอส (S) และในขณะที่กดนั้นจะให้แรงเท่ากับ 10 กรัม ซี่งเป็นตัวเลขที่คุณหมอได้ศึกษามาแล้วว่า แรง 10 กรัมจะบอกถึงความรู้สึกได้ว่าโดนกดหรือไม่

คุณปริญญากล่าวว่า “เส้นเอ็นตัวนี้จะช่วยในการตรวจและติดตามผู้ป่วยเบาหวานว่าเป็นมากี่ปีแล้ว โดยคุณหมอจะให้คนไข้นอน ตามองเพดาน แล้วใช้เส้นเอ็นกดลงที่ปลายเท้า โดยมีข้อกำหนดมาตรฐาน (protocol)”

ในการกดและการสนทนากันว่ากดแล้วนะรู้สึกหรือไม่ ซึ่งจะมีทั้งกดจริงและกดหลอก แล้วเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยว่าคนไข้จำเป็นต้องใช้รองเท้าป้องกันเท้าหรือยัง เพราะเมื่อไรที่คนไข้ไม่รู้สึก เวลาเดินสะดุดแล้วเกิดแผลจะเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งถ้าไม่มีวินัยในการดูแลแผลที่ดีก็อาจนำไปสู่การต้องตัดเท้าได้ และรองเท้าป้องกันเท้านี้มีราคาแพง ถ้าวินิจฉัยผิดพลาดอาจทำให้คนไข้ต้องเสียเงินซื้อรองเท้าโดยที่ยังไม่ถึงเวลาที่จำเป็นต้องใช้จริง

คุณปริญญาเล่าต่อว่า โมโนฟิลาเมนต์จึงเป็นพระเอกในเรื่องนี้ ก่อนที่จะมาคุยกับทีมวิจัย ทีมแพทย์ต้องซื้อเส้นเอ็นมาในราคาแพง จึงจำเป็นต้องมีการใช้ซ้ำ ซึ่งจริงๆ ต้องใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง และการใช้ตรวจหลายคนพอมาถึงคนท้ายๆ เส้นเอ็นก็ล้าไปแล้ว อาจทำให้การตรวจผิดพลาดได้ เราจึงทำการพัฒนาและศึกษาในเรื่องธรรมชาติของไนลอน ความชื้น การอบให้ตรงและการประกอบเส้นเอ็นให้จับและหยิบออกใช้งานได้ง่าย

คุณปริญญาเน้นว่า “ที่สำคัญคือทำให้มีราคาถูก เพื่อให้ใช้แล้วทิ้งเลย โดยการนำวัสดุหรือเส้นเอ็นที่มีขายตามท้องตลาดมาพัฒนาให้มีสมบัติและลักษณะทางกายภาพพร้อมใช้งานตามที่ต้องการ”

โครงการดังกล่าวนี้เป็นโครงการระยะสั้นและดำเนินงานเสร็จสิ้นแล้วโดยผลงานนี้ ดร. ดนุ ได้นำไปเขียนเป็นผลงานทางวิชาการร่วมกับแพทย์ และได้มีการทดสอบในห้องปฎิบัติการโดยการทดลองว่าความยาวแต่ละความยาวให้แรงกดเท่ากับ 10 กรัมและสม่ำเสมอหรือไม่ และตัวคุณปริญญาเองเป็นคนออกแบบวิธีการจับยึดเส้นเอ็นให้พร้อมใช้งาน โดยอาจประกอบเส้นเอ็นเข้ากับปากกาหรือดินสอโดยใช้ซอฟต์แวร์มาช่วยในการดำเนินงาน”

การทำงานร่วมกับทีมวิจัยอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกเอ็มเทค

ก่อนการทำงานวิจัยที่เอ็มเทค คุณปริญญาเคยทำงานร่วมกับทีมวิจัยของเนคเทคในส่วนของเครื่องเดนตีสแกน (DentiiScan) โดยออกแบบเครื่องเวอร์ชันแรก นอกจากนี้ยังเคยทำงานร่วมกับทีมวิจัยยางของเอ็มเทคในส่วนของโครงการรับจ้างวิจัยฟูกที่นอนน้ำซึ่งเขาเป็นหัวหน้าโครงการ ทุกโครงการที่ผ่านมานี้ทำงานร่วมกันได้ราบรื่นและสำเร็จด้วยดี

“จากการทำงานร่วมกับทีมวิจัยอื่นทั้งภายในและภายนอกเอ็มเทคทำให้เห็นภาพการทำงานในหลายมิติโดยคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา เวลาทำอะไรจะเก่งมากและทำได้ทุกอย่าง งานก็ราบรื่นและสำเร็จด้วยดี”

วิธีการแนะนำและสอนงานน้องๆ วิศวกรที่เพิ่งเริ่มเข้ามาทำงานใหม่

หากมีวิศวกรใหม่เข้ามาร่วมงานด้วย คุณปริญญาจะมีขั้นตอนคือ อันดับแรกต้องรู้ประวัติการทำงานก่อนว่าเคยทำงานและมีประสบการณ์ด้านไหนมาบ้าง แล้วค่อยๆ ป้อนความรู้และข้อมูลให้ซึ่งจะเป็นความรู้ที่ตนเองถนัด เช่น จะถามน้องๆ ว่าเคยเขียนแบบ ออกแบบหรือไม่ อ่านแบบออกหรือไม่ ดูภาพ 3 มิติเป็นหรือไม่ รวมถึงรู้มาตรฐานการเขียนแบบหรือไม่ เพื่อนร่วมงานใหม่จะต้องศึกษาและเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ เมื่อมีงานหรือปัญหาเข้ามาให้คิด พวกเขาก็จะมีแนวความคิดและสามารถพัฒนางานต่างๆ ได้

“อีกส่วนหนึ่งผมจะแนะนำในเรื่องการเจรจาและการวางตัวให้เหมาะสมในเวลาที่ต้องไปติดต่องาน โดยจะแนะนำให้ทำตัวเหมือนน้ำครึ่งแก้ว เราควรฟังเขาก่อนว่าต้องการอะไร ฟังให้เยอะ พูดให้น้อย แล้วค่อยๆ นำเสนอ อย่าไปเอาชนะ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ผมได้เจอมาและนำมาสอนให้กับน้องๆ ในทีม” คุณปริญญากล่าวเสริม

แนวคิดในการทำงานและการดำเนินชีวิต

เมื่อถามถึงหลักในการทำงานและการใช้ชีวิต คุณปริญญาตอบว่า “อันดับแรกเลยต้องทำตัวให้เหมือนน้ำก้นแก้ว เมื่อสมัยก่อนผมอาจจะเป็นคนหัวแข็ง เชื่อมั่นตัวเองสูง เป็นเหมือนตอนเรียนจบใหม่ๆ แบบนั้นเลยและดุมาก”

“แต่เมื่อเวลาเปลี่ยน ความคิดและจิตใจก็เปลี่ยน อาจเนื่องจากคนรอบข้างและสื่อต่างๆ รวมถึงการดูภาพยนตร์ในเรื่องชีวิตต่างๆ ทำให้รู้สึกว่าการศึกษาเป็นทั้งชีวิต ไม่มีวันจบสิ้น เราไม่ได้รู้หมดทุกอย่าง ก็เลยทำตัวเป็นน้ำก้นๆ แก้วหรือครึ่งแก้ว ก็จะทำให้ได้เรียนรู้อะไรมากมายและคอยติดตามด้วยสติดูว่าวิธีนี้ใช้ได้ผลหรือไม่ เราทำถูกต้องหรือไม่ เราโอเคไหม นี่ก็คือแนวคิดในการทำงานและการดำเนินชีวิตของผมครับ”

เป้าหมายในชีวิตและการทำงานของคุณปริญญา คือต้องการสร้างผลงานออกมาแล้วมีการนำไปใช้งานจริงอย่างแพร่หลาย แต่เขาก็เข้าใจว่างานที่ทำเป็นงานด้านอุปกรณ์การแพทย์ อาจต้องใช้เวลาและไม่สามารถวาดภาพว่าธุรกิจนี้จะสำเร็จปีไหนเพราะการทำธุรกิจมีคู่แข่งและปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง

เขากล่าวว่า “ดังนั้นผลงานที่ทำขึ้นที่จะออกจากเอ็มเทคก็อยากทำให้ดีที่สุดและได้ตามมาตรฐานและให้ประชาชนคนไทยได้ใช้กัน ตัวอย่างเช่นผลงาน M-Wheel ก็ได้ทราบข่าวว่าคนในจังหวัดร้อยเอ็ดที่เพิ่งรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปนั้นมีความพอใจในการใช้งานมาก”

งานอดิเรก

ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ คุณปริญญาจะชอบทำงานอดิเรกที่ทำแล้วมีความสุขคือการซ่อม ปรับปรุงหรือฟื้นฟูรถยนต์ BMW รุ่น classic E30 โดยจะทำตั้งแต่การซ่อม ปรับปรุง ทำสี ทำเครื่องยนต์ช่วงล่าง และประกอบตัวรถ

เขากล่าวว่า “ทำงานอยู่ที่บ้านผมเองและมีรายได้จากงานอดิเรกนี้ด้วย ลูกค้าจะเป็นกลุ่มที่มีความต้องการซื้ออดีตโดยจะหารถมาให้เพื่อปั้นหรือปรับปรุงให้เป็นแบบที่ต้องการ สิ่งที่ได้ทางอ้อมจากงานอดิเรกนี้คือได้ศึกษาว่ารถยนต์ BMW มีเทคโนโลยีอะไรในช่วง 30 ปีที่แล้ว และทำให้ทราบว่าการสร้างรถนั้นนอกจากเรื่องสมรรถนะแล้วยังมีเรื่องความสวยงามอีกด้วย”

คุณปริญญาเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการรับงานจากลูกค้าว่า “ผมเปิด facebook ในชื่อ ถาม-ตอบกับช่างยนต์มือดำ และค่อยๆ สร้างโปรไฟล์ของตนเองโดยเริ่มต้นโพสต์โชว์รถตัวเองก่อน ตั้งแต่การทำช่วงล่าง การจัดซื้ออะไหล่ เหมือนการพยายามขายตัวเองก่อนเพื่อให้มีตัวตนก่อน โดยใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมมาออกแบบเครื่องมือพิเศษเพื่อให้การประกอบรถสมบูรณ์ที่สุด อีกส่วนหนึ่งก็ศึกษาคู่มือจากเยอรมันเพิ่มเติมโดยสืบค้นจากอินเทอร์เน็ต”

 

 

 

เขาจัดทำคลิปสั้นๆ โพสต์ลงใน facebook ของตนเอง เมื่อมีคนเห็นขั้นตอนการทำงานว่าดีและชอบก็จะติดต่อเข้ามาหาเอง

“มีเงื่อนไขว่า รถ 1 คัน จะใช้เวลาทำประมาณ 2 ปี จะเร่งเวลาไม่ได้เพราะมีงานประจำทำอยู่แล้ว ถ้านับถึงปัจจุบันก็ทำสำเร็จไปแล้วรวม 6 คัน งานอดิเรกนี้จะไม่ได้ทำทุกเสาร์-อาทิตย์ เพราะจะต้องแบ่งเวลาให้กับครอบครัวด้วยครับ” คุณปริญญากล่าวปิดท้าย