การผลักดันมาตรการรองรับ CBAM กลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมไทย พร้อมมุ่งสู่การปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน

สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย งานสื่อสารและขับเคลื่อนความรู้
ฝ่ายเผยแพร่เทคโนโลยีวัสดุ
ดร.จิตติ มังคละศิริ หัวหน้าทีมวิจัย ทีมวิจัยพัฒนาฐานข้อมูลตลอดวัฏจักรชีวิตและการประยุกต์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการค้า (LIDAST) สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) หรือภาวะโลกร้อน (global warming) ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างในระดับโลก ส่งผลให้สภาพอากาศและสมดุลทางธรรมชาติแปรปรวน และในหลายกรณีเป็นภัยคุกคามต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิต จึงเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลและถือเป็นหนึ่งความท้าทายอันยิ่งใหญ่ของโลกในปัจจุบัน ประชาคมโลกจึงให้ความสำคัญ เกิดความตื่นตัว และมุ่งมั่นในการบรรเทาหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ตลอดจนมีเป้าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน กลไกสำคัญอย่างหนึ่งคือการที่ประเทศต่างๆ ได้สร้างความร่วมมือและออกมาตรการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases: GHGs) ให้สอดคล้องกับข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN’s 2015 Sustainable Development Goals; SDGs)
มุ่งมั่นสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
ดร.จิตติ มังคละศิริ หัวหน้าทีมวิจัยพัฒนาฐานข้อมูลตลอดวัฏจักรชีวิตและการประยุกต์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการค้า ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย ได้กล่าวถึงหัวรถจักรแห่งการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของโลกอย่างสหภาพยุโรป หรือ EU ว่ามีการดำเนินการสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง โดย EU ออกมาตรการเข้มงวดที่เรียกว่า แผนการปฏิบัติรูปสีเขียว (European Green Deal) เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติแก่ประเทศภาคีสมาชิก มาตรการนี้มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) โดยมีเป้าหมายร่วมกันลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงถึงร้อยละ 55 ในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573) เมื่อเทียบกับปี ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533) และต้องบรรลุเป้าปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) นโยบายดังกล่าวยังนำมาสู่การจัดทำข้อกำหนด Fit for 55 Package ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่ส่งเสริมการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ซึ่งครอบคลุมมาตรการต่างๆ ทั้งด้านสภาพภูมิอากาศ พลังงาน การคมนาคม และการจัดเก็บภาษี
กลไกหรือมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Cross Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรป เป็นหนึ่งในมาตรการ carbon pricing scheme ภายใต้ร่างกฎหมายดังกล่าว ในช่วงที่ผ่านมามาตรการ CBAM ได้รับความสนใจอย่างมากเพราะนับเป็นครั้งแรกที่จะมีการจัดเก็บเงินสำหรับสินค้านำเข้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง ทั้งนี้แนวคิดของ CBAM ได้พัฒนามาจากกลไกการตลาดคาร์บอนแห่งแรกของ EU หรือที่เรียกกันว่า EU Emissions Trading System: EU ETS ซึ่งวางอยู่บนหลักการ Cap and Trade กล่าวคือ มีการกำหนดเพดานของปริมาณคาร์บอนที่ผู้ประกอบการใน EU สามารถปล่อยได้สูงสุด และมีการจัดสรรสิทธิ์ในรูปของปริมาณก๊าซที่อนุญาตให้ปล่อยได้ (emissions allowance) หากผู้ประกอบการรายหนึ่งๆ ปล่อยคาร์บอนต่ำกว่าสิทธิ์ที่ได้รับ ก็สามารถนำสิทธิ์ส่วนเกินไปขายแก่ผู้ประกอบการรายอื่นได้ ในทางกลับกัน หากผู้ประกอบการรายหนึ่งๆ ปล่อยคาร์บอนสูงกว่าสิทธิ์ที่ได้รับ ก็ต้องซื้อสิทธิ์เพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอนส่วนเกิน
ดร.จิตติกล่าวว่า แม้ที่ผ่านมาสหภาพยุโรปจะพยายามผลักดันเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในกลุ่มประเทศสมาชิก แต่ตราบใดที่นโยบายดังกล่าวนอกสหภาพยุโรปยังเข้มงวดน้อยกว่า ก็ย่อมนำมาซึ่งความเสี่ยงที่จะเกิด “การรั่วไหลของคาร์บอน (carbon leakage)” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ผู้ผลิตในสหภาพยุโรปย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศนอก EU ที่มีกฎระเบียบด้านคาร์บอนที่เข้มงวดน้อยกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการแบกรับค่าใช้จ่ายในการผลิตสินค้าที่สูงขึ้นจากค่าธรรมเนียมคาร์บอน หรือการที่ผู้ประกอบการในสหภาพยุโรปนำเข้าสินค้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูงแต่มีต้นทุนที่ต่ำกว่า เพื่อทดแทนสินค้าที่ผลิตในสหภาพยุโรปนั่นเอง
สถานการณ์ข้างต้นทำให้คณะกรรมาธิการยุโรปจัดตั้ง CBAM ขึ้นเพื่อสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันทางการค้าระหว่างสินค้าใน EU และสินค้าจากนอก EU นับเป็นอีกหนึ่งกลไกที่นำมาเสริมกับกลไก EU ETS ที่มีอยู่เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจว่าสินค้าที่นำเข้ามาในสหภาพยุโรปได้คิดต้นทุนการปล่อยคาร์บอนเรียบร้อยแล้ว ผ่านการซื้อใบรับรอง CBAM (CBAM certificate) ในราคาที่เทียบเท่ากับต้นทุนของการปล่อยคาร์บอนของสินค้าประเภทเดียวกันที่ผลิตในสหภาพยุโรป และด้วยการดำเนินการเช่นนี้จะทำให้เป้าหมายด้าน Climate Change ของสหภาพยุโรปสัมฤทธิ์ผลในที่สุด
ข้อสรุปของคณะกรรมาธิการยุโรป สภายุโรป และคณะมนตรียุโรปในปัจจุบัน (ค.ศ. 2024) ได้กำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายของ CBAM ในระยะแรกครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมภายใต้ระบบ EU ETS ทั้งหมด 6 กลุ่ม ประกอบไปด้วย ซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า ไฮโดรเจน และอะลูมิเนียม โดยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่นำมาคำนวณราคา CBAM จะเรียกรวมกันว่า Embedded Emissions ทั้งนี้มาตรการ CBAM จะถูกบังคับใช้กับสินค้านำเข้าจากประเทศนอกสหภาพยุโรป รวมถึงประเทศไทย ยกเว้นกลุ่มประเทศ EFTA (European Free Trade Association) อันได้แก่ ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์

ดร.จิตติ กล่าวเสริมว่า การบังคับใช้ CBAM แบ่งออกเป็น 2 ช่วงใหญ่ๆคือ ช่วงแรกเป็นระยะเปลี่ยนผ่านหรือ Transitional Phase (1 ตุลาคม พ.ศ. 2566 – 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568) ผู้นำเข้าสินค้าเป้าหมายจะต้องรายงาน CBAM Report เป็นรายไตรมาส สำหรับปริมาณสินค้านำเข้าทั้งหมดในปีที่ผ่านมา ตลอดจนปริมาณ Embedded Emissions ของสินค้าที่คำนวณตามหลักเกณฑ์ของ CBAM ทั้งนี้ ผู้นำเข้าจะยังไม่ต้องซื้อ CBAM certificate ในระยะเปลี่ยนผ่านนี้
ช่วงที่สองเป็นระยะบังคับใช้มาตรการหรือ Post Transitional Phase (1 มกราคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป) ซึ่งผู้นำเข้าจะต้องรายงาน CBAM Declaration ปริมาณการนำเข้า Embedded Emissions ที่ต้องได้รับการรับรองโดยผู้ทวนสอบที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น และซื้อ CBAM certificate ประกอบการนำเข้า โดยราคาของ CBAM certificate จะอ้างอิงตามราคาเฉลี่ยรายสัปดาห์ของการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจกในตลาดคาร์บอนของสหภาพยุโรป (Weekly average auction price of EU ETS allowances) ทั้งนี้หากผู้นำเข้าสามารถพิสูจน์ได้ว่าสินค้าที่นำเข้าได้จ่ายราคาคาร์บอนในขั้นตอนการผลิตแล้ว ก็สามารถนำต้นทุนดังกล่าวมาหักออกจาก CBAM certificate ที่ต้องซื้อได้

ทั้งนี้ ดร.จิตติกล่าวเสริมว่า EU ไม่เพียงแค่พิจารณาขยายขอบเขตของสินค้า CBAM ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มอุตสาหกรรมในระบบ EU ETS เท่านั้น แต่ที่สำคัญคือยังวางแผนที่จะทำให้ค่าธรรมเนียมของคาร์บอนในทั้งสองระบบมีความเท่าเทียมกัน ด้วยการบังคับใช้ที่ทำคู่ขนานไปกับระบบเดิม หรือที่เรียกว่า Phasing-out of free ETS allowances / Phasing-in CBAM กล่าวคือ Free ETS allowances ของกลุ่มอุตสาหกรรมในระบบ EU ETS จะค่อย ๆ ถูกปรับลดลงจนกระทั่งเหลือศูนย์ในปี พ.ศ. 2577 ส่งผลให้ผู้ประกอบการใน EU ต้องหาวิธีลดการปล่อยคาร์บอนเพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น และในระหว่างนี้ CBAM certificates ที่ผู้นำเข้าจากนอกกลุ่ม EU ต้องส่งมอบ ก็จะถูกประเมินจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ไม่ได้รับ Free ETS allowances ภายใต้ระบบ EU ETS เช่นเดียวกัน โดยราคาของ CBAM certificates จะค่อยๆเพิ่มสูงขึ้นตามการให้ Free ETS allowances ที่ลดลงในแต่ละปี
ดร.จิตติได้วิเคราะห์ในแง่ผลกระทบต่อประเทศไทยในภาพรวมว่า ถึงแม้สหภาพยุโรปไม่ได้เป็นตลาดหลักในการส่งออกสินค้า CBAM โดยประเทศไทยมีสัดส่วนการพึ่งพาตลาดสหภาพยุโรปในการส่งออกสินค้าเพียง 5% หรือราว 3 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยเป็นการส่งออกเหล็กและเหล็กกล้ามากที่สุด ตามด้วยอะลูมิเนียม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการบังคับใช้ CBAM จะเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ผลิตและผู้ส่งออกของไทย ทั้งในด้านการวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและต้นทุนด้านเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญคือในระยะยาวต้นทุนดังกล่าวจะส่งผลกระทบที่ขยายเป็นวงกว้างยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถปรับกระบวนการผลิตหรือรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับมาตรฐานของโลกได้ นอกจากนี้ นอกจากสหภาพยุโรปแล้ว ปัจจุบันประเทศอื่นก็กำลังพัฒนากลไกภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเช่นเดียวกัน อีกทั้งไทยยังมีคู่แข่งอื่นๆ อย่าง เกาหลีใต้ จีน และอินเดีย ที่อาจมีความพร้อมในการปรับตัวรองรับการดำเนินมาตรการ CBAM ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับผู้ประกอบการไทย ในการเร่งดำเนินการเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและส่วนแบ่งการตลาดในอนาคต
ร่วมมือสู่เป้าหมาย
เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือบริบทด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ดร.จิตติได้กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ว่าได้ลงนามความร่วมมือเรื่องการจัดทำฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของกลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมเพื่อรองรับมาตรการ CBAM แล้ว ทั้งนี้กลุ่มอะลูมิเนียมถือเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมแรกของไทย ที่สามารถดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับมาตรการ CBAM ได้สำเร็จ และสามารถนำผลจากโครงการไปช่วยผลักดันอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม และอุตสาหกรรมอื่นๆ ในประเทศให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป
สมาชิกในกลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมซึ่งประกอบด้วยผู้ประกอบการจากกลุ่มอุตสาหกรรมหล่อบิลเล็ต (billet) กลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมหน้าตัด และกลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมแผ่นม้วน ได้ดำเนินการร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ในการจัดทำค่ากลางของผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียมตามกรอบ CBAM ค่ากลางดังกล่าวครอบคลุมบิลเล็ต อะลูมิเนียมเส้นหน้าตัด และอะลูมิเนียมแผ่นม้วนภายในประเทศ
ในการดำเนินงานผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้ทราบถึงรายการสารขาเข้า และสารขาออกของแต่ละกระบวนการผลิตย่อยของบริษัทตนเอง หรือกระบวนการผลิตรวมของกลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียม ที่สำคัญคือทราบถึงปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามกรอบ CBAM สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมในระดับประเทศ ซึ่งค่าปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังกล่างสามารถนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลจากทางยุโรป และสามารถนำไปต่อยอดและวิเคราะห์ เพื่อหาจุดที่ต้องปรับปรุงในแต่ละกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตได้อีกด้วย
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักของประเทศที่ดำเนินการด้านการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ โดยการประเมินและวิเคราะห์ใช้แนวทางประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment: LCA) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล ISO 14040/14044 Standards ในการประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นโดยพิจารณาตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์หรือบริการ (Carbon Footprint) ทั้งนี้ในการดำเนินการจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลเชิงปริมาณ หรือตัวเลขบ่งชี้ด้านวิทยาศาสตร์เป็นส่วนสำคัญในการพิจารณา ข้อมูลเชิงปริมาณที่สำคัญสำหรับการประเมิน LCA ดังกล่าวเรียกโดยทั่วไปว่า บัญชีรายการสิ่งแวดล้อม (LCI) ซึ่งในการประเมิน LCA ของผลิตภัณฑ์หรือบริการหนึ่งๆ ต้องอาศัยฐานข้อมูลบัญชีรายการสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (LCI database) ทั้งข้อมูลแบบ Gate to Gate และ Cradle to Gate เป็นจำนวนมาก
ดร.จิตติกล่าวถึงประโยชน์จากการนำเทคนิคการประเมิน LCA มาใช้ในการดำเนินงานการจัดทำฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของกลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมนี้คือ ข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ หรือสำหรับอะลูมิเนียมซึ่งหมายถึง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide) และ ก๊าซเพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (Perfluoro-carbons: PFCs) ที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำ (downstream) ถึงปลายน้ำ (upstream)
ทั้งนี้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่จะนำมาคำนวณราคา CBAM หรือที่เรียกว่า Embedded Emissions นั้นมีสองส่วน ได้แก่ 1) การปล่อยทางตรง (direct emissions) จากกระบวนการผลิต (เช่น เชื้อเพลิงที่ใช้ของเครื่องจักร และเครื่องยนต์) และ 2) การปล่อยทางอ้อม (indirect emissions) จากการนำเข้าพลังงานมาใช้ (เช่น พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในกระบวนการผลิตและวัตถุดิบขั้นต้น) ในขณะที่การปล่อยทางอ้อมอื่นๆ อาทิที่เกิดจากการขนส่ง การบริโภค การจัดการของเสีย เหล่านี้จะไม่ถูกรวมนำมาคำนวณราคา CBAM

ดร.จิตติยกตัวอย่างกรณีศึกษาสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมในประเทศไทยว่า การปล่อยทางตรงขึ้นกับประสิทธิภาพการเผาไหม้เชื้อเพลิงอย่างก๊าซธรรมชาติ LPG น้ำมันเตาหรือดีเซลในกระบวนการผลิตของผู้ประกอบการแต่ละรายเป็นสำคัญ ขณะที่การปล่อยทางอ้อมซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ของค่า Embedded Emissions สำหรับผู้ประกอบการอะลูมิเนียมไทยนั้น ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นกับไฟฟ้าและวัตถุดิบที่เลือกใช้ ในกรณีของพลังงานไฟฟ้า ประเทศไทยยังพึ่งพิงแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหินเป็นหลัก ทำให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งเชื้อเพลิงจากพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานลมหรือพลังงานน้ำ
ในกรณีของวัตถุดิบ ประเทศไทยไม่มีเหมืองแร่บอกไซต์ จึงไม่มีการผลิตขั้นปฐมภูมิผงอะลูมินาจากการถลุงแร่ มีแต่การผลิตขั้นทุติยภูมิจากเศษโลหะ ดังนั้นกรณีของวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมของไทย การใช้พลังงานไฟฟ้าและปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงน้อยกว่าประเทศที่พึ่งพิงแหล่งผลิตขั้นปฐมภูมิอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยหลักจึงอยู่ที่เรื่องของแหล่งการได้มาซึ่งอะลูมิเนียมขั้นต้น (precursor) ที่แตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศต้นทางที่ผู้ผลิตแต่ละรายรับมาใช้ เช่น แหล่งจากออสเตรเลีย อินเดีย จีน และตะวันออกกลาง หากผู้ประกอบการรายใดสามารถเลือกใช้วัตถุดิบประเภท Low Carbon Ingot ได้ หรือมีระดับการใช้วัตถุดิบที่ได้มาจากการใช้ซ้ำหรือหมุนเวียน (material circularity) ที่สูง ก็จะทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ความท้าทายในอนาคต
ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด เห็นได้จากการที่แทบทุกภาคส่วนของประเทศล้วนตระหนักและให้ความสำคัญกับกระแสที่มุ่งสู่สีเขียว (Go Green) กันอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ส่วนภาคอุตสาหกรรมเองก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องได้รับผลกระทบ รวมถึงยังต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อมเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนอันเป็นเป้าหมายร่วมกันของทุกประเทศ
ในกรณีของประเทศไทยเกี่ยวกับมาตรการ CBAM นั้น ที่ผ่านมาไทยได้ดำเนินการวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สามารถนำไปปรับใช้กับการวัด Embedded Emissions ของ CBAM ได้ โดยมีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เป็นผู้ออกเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) เครื่องหมายนี้ระบุปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การกระจายสินค้า การใช้งาน และการจัดการของเสียหลังใช้งาน อันสะท้อนถึงผลิตภัณฑ์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ในเบื้องต้นจึงถือได้ว่าประเทศไทยมีความพร้อมระดับหนึ่งเพื่อรับมือมาตรการ CBAM
อย่างไรก็ตาม ดร.จิตติกล่าวถึงความท้าทายที่สำคัญนั่นคือ การทวนสอบ (verification) ทั้งด้านมาตรฐาน ระบบ และบุคลากร โดยสหภาพยุโรปได้กำหนดให้ผู้ทวนสอบอิสระที่สามารถทวนสอบข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องขึ้นทะเบียนภายใต้ระบบ EU ETS หรือขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานรับรองมาตรฐานแห่งชาติ (National Accreditation Body) ของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ทั้งนี้ อบก. และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) มีภารกิจร่วมกันพัฒนาระบบการวัดและทวนสอบของไทยให้มีมาตรฐานเทียบเท่ากับสหภาพยุโรป รวมถึงพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผู้มีความเชี่ยวชาญในการวัดและทวนสอบคาร์บอนตามมาตรฐาน ดังนั้นการมีระบบตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ Measurement, Reporting and Verification : MRV) ที่ได้มาตรฐานของไทย หรือกรณีเล็งผลเลิศหาก EU สามารถยอมรับ รับรองให้องค์กรของประเทศไทยเป็นหน่วยงานทวนสอบได้ ก็จะยิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการไทยมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยประหยัดต้นทุนของผู้ส่งออก เป็นการรักษาค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามมาตรการ CBAM ให้อยู่กับหน่วยงานในประเทศ หรือลดค่าใช้จ่ายให้แก่องค์กรในต่างประเทศนั่นเอง
แผนงานในอนาคต
กลุ่มอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมนับเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมแรกของไทย ที่สามารถดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับมาตรการ CBAM ได้สำเร็จ นำมาซึ่งความภาคภูมิใจ ตลอดจนชื่อเสียงและการยอมรับให้กับเอ็มเทค อย่างมาก และในปี ค.ศ. 2024 นี้ก็มีกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าที่แสดงเจตจำนงเข้าร่วมกับทางเอ็มเทคในการดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับมาตรการ CBAM หวังเป็นอย่างยิ่งว่าอุตสาหกรรมเป้าหมายระยะแรกกลุ่มอื่นๆ จะหันมาสนใจและประสงค์จะเข้าร่วมเช่นเดียวกัน และเมื่อมองภาพกว้างออกไป อุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีแนวโน้มจะถูกขยายครอบคลุมเพิ่มเติมอีกได้ในอนาคต เช่น อุตสาหกรรมอาหาร สิ่งทอ และพลาสติก ก็ควรเตรียมพร้อมรับมือ CBAM ด้วย
อาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยยังอยู่เพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางไกลสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions เรายังมีระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สูงกว่าระดับเป้าหมายอยู่มาก อีกทั้งปัจจุบันยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายในประเทศที่เป็นรูปธรรม หรือมีเป้าหมายเฉพาะเจาะจงในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจังเหมือนกับกรณีของสหภาพยุโรป
นอกจากนี้การมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ยังต้องอาศัยยุทธศาสตร์ระยะยาวและการได้รับความร่วมมือที่ดีจากทุกภาคส่วนของประเทศ ภาครัฐถือเป็นภาคส่วนสำคัญต่อการกำหนดทิศทาง และสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมบ้านเราได้ปรับตัว ตลอดจนช่วยเหลือ และผลักดันให้ก้าวข้ามเปลี่ยนผ่านไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่นมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เอ็มเทค ถือเป็นสถาบันชั้นนำด้านข้อมูลและสารสนเทศวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ เราถือเป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีความเชี่ยวชาญและความพร้อมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล และถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน และเดินเคียงข้างร่วมมือกันทำงานตลอดเส้นทางสู่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม
สนใจบริการติดต่อ
ดร.จิตติ มังคละศิริ
ทีมวิจัยพัฒนาฐานข้อมูลตลอดวัฏจักรชีวิตและการประยุกต์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการค้า (LIDAST)
สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS)
โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4063
อีเมล: jittim@mtec.or.th
ขอบคุณข้อมูลจาก
ดร.จิตติ มังคละศิริ นักวิจัย
ทีมวิจัยพัฒนาฐานข้อมูลตลอดวัฏจักรชีวิตและการประยุกต์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการค้า (LIDAST)
สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS)
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค)